มาทำความรู้จักกับ 18 กล “จิตวิทยา” ซุปเปอร์มาร์เก็ตใช้กับลูกค้ามาตลอด

  • H-24

เพื่อนๆ เคยสงสัยไหมว่าทำไมบ่อยครั้งที่เราไปซื้อของที่ ซุปเปอร์มาร์เก็ต เรามักจะจบลงด้วยการซื้อของมามากกว่าที่เราวางแผนที่จะซื้อไว้ แล้วก็มาบ่นกับตัวเองทีหลังว่าเราใช้เงินเปลืองจริงๆ???? จงอย่างโทษตัวเองอีกต่อไปเพราะถ้าเรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นกับเพื่อนๆ มันอาจไม่ได้มาจากการที่เราใช้เงินเปลืองหรอก แต่อาจเป็นเพราะ กลจิตวิทยาที่ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ใช้กับเราโดยที่เราไม่รู้ตัวเพื่อให้เราใช้จ่ายเงินให้มากขึ้นก็ได้ ในวันนี้เราจากมาทำความรู้จักกับ 18 กลจิตวิทยา ที่ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ใช้กับเราโดยที่เราไม่รู้ตัวกัน

1) การใช้สีในโลโก้ ซุปเปอร์มาร์เก็ต:

thai supermarket logos

ถ้าเราเอาโลโก้ของ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ต่างๆ มาเรียงกันเราจะเห็นได้ว่าสีของโลโก้ทุกซุปเปอร์มาร์เก็ตจะต้องมี สีแดง และ/หรือ สีเขียว อยู่ เหตุผลที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตชอบใช้ สีแดง และ/หรือ สีเขียว เป็นเพราะจากงานวิจัยทางจิตวิทยาพบว่าสีมีผลกับอารมณ์ของคนเป็นอย่างมาก โดย สีแดง นั้นทำให้คนรู้สึกอยากอาหาร และ สีเขียว ทำให้คิดถึงธรรมชาติ ดังนั้นเมื่อเราเห็นโลโก้ซุปเปอร์มาร์เก็ตเราก็จะรู้สึกว่าซุปเปอร์มาร์เก็ตเจ้าที่เห็นอยู่นั้นมีอาหารที่อร่อย และ สดจากธรรมชาติ

2) ทางเข้า/ทางออกอยู่ด้านเดียวกัน:

entry supermarket

การที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตส่วนมากทำให้ทางเข้า และ ทางออกอยู่ทางเดียวกันนั้นเป็นการทำให้คนต้องเดินผ่านชั้นขายของต่างๆ อย่างน้อย 2 ครั้ง เพื่อหวังให้คนเห็นของบ่อยๆ เพื่อกระตุ้นความอยากในการซื้อของอื่นๆ ที่เห็น

3) การวางของผัก และ ผลไม้อยู่ที่ทางเข้า:

ผลไม้สีสด

เชื่อว่าเพื่อนๆ คงเห็นอยู่บ่อยครั้งในการที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต จะวางผัก และ ผลไม้สีสดๆ อยู่ทางเข้า การทำแบบนี้ตามหลักจิตวิทยาแล้วจะช่วยทำให้อารมณ์ของผู้ซื้อที่เดินเข้ามาดีขึ้นทันที ซึ่งเมื่อผู้ซื้ออารมณ์ดีก็จะซื้อของมากขึ้น รวมทั้งยังช่วยสร้างทัศนคติในเชิงบวกแก่ผู้ที่เดินเข้ามาต่อซุปเปอร์มาร์เก็ตอีกด้วย

4) การวางของที่มีกลิ่นหอมอยู่ที่ทางเข้า:

ขนมปัง

หลักการนี้คลายๆ กับการวางผัก และ ผลไม้สีสดๆ ที่ทางเข้า แต่วิธีนี้ใช้กลิ่นหอมเป็นตัวสร้างอารมณ์แทน ตามหลักจิตวิทยาแล้วกลิ่นหอมๆ เช่นกลิ่น ขนมปัง อาหารที่ทำสำเร็จ หรือ กลิ่นดอกไม้ จะช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร ซึ่งการศึกษาพบว่าเมื่อคนมีอารมณ์อยากอาหารก็มักจะมีแรงกระตุ้นในการอยากซื้อมากขึ้นด้วยเช่นกัน

5) การขายผัก/ผลไม้ ที่หั่นมาแล้ว และ อาหารที่ทำเสร็จแล้ว:

ผลไม้หั่นแล้ว

ขายผัก/ผลไม้ ที่หั่นมาแล้ว และ อาหารที่ทำเสร็จแล้ว เป็นการสร้างความรู้สึกในความสะดวกสบายง่ายๆ ที่ไม่ต้องทำอาหารก็ทานได้เลย ซึ่งความรู้สึกนี้จะกระตุ้นให้เราตัดสินใจซื้อพวกอาหารสำเร็จเหล่านี้เพราะความขี้เกียจของเรา ซึ่งเมื่อเราลองคำนวนดูแล้วอาหารสำเร็จเหล่านี้เหล่านี้มีราคาแพงกว่าของที่ยังไม่ได้ทำ แถมยังไม่สามารถเก็บได้นานอีกด้วย

6) การวางขนมหวานที่หน้าเคาน์เตอร์จ่ายเงิน:

ขนมหวานต่างๆ

เคยสงสัยไหมว่าทำไมหน้าเคาน์เตอร์จ่ายเงินชอบมีการว่างขายขนม? เหตุผลคือคนส่วนมากชอบของหวาน และ การที่เอามันไว้ที่เคาน์เตอร์จ่ายเงินก็เพื่อเป็นการยั่วเราเวลาเราต้องต่อแถวรอจ่ายเงินเพื่อให้เราตัดสินใจซื้อตอนเรารออยู่อย่างเบื่อๆ ไงล่ะ

7) การสร้างเขาวงกตที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา:

เขาวงกต

เพื่อนๆ เคยตั้งคำถามไหมว่าทำไมซุปเปอร์มาร์เก็ตถึงชอบเปลี่ยนที่ว่างของต่างๆ อยู่ตลอดเวลาเหมือนจงใจสร้างเขาวงกตให้เราต้องเสียเวลาหาของอย่างไงอย่างงั้น คำตอบคือใช่แล้ว ซุปเปอร์มาร์เก็ต จงใจทำแบบนั้นจริงเพราะว่าถ้าเรารู้ว่าทุกอย่างอยู่ไหนแล้วเราก็จะใช้เวลาในซุปเปอร์มาร์เก็ตน้อยลง แต่ถ้าเราอยู่นานขึ้นเดินวนไปวนมามันก็จะเพิ่มโอกาสที่เราจะซื้อของอย่างอื่นๆ มากขึ้นอีก

8) การวางของที่ระดับสายตา:

eye level

คนส่วนใหญ่มักตัดสิ่นใจซื้อของที่อยู่ที่ระดับสายตา ดังนั้นของที่ว่างขายในระดับสายตาก็มักจะมีราคาแพงกว่าของที่วางนอกระดับสายตา อีกทั้งถ้าเป็นพวกของที่เด็กๆ ชอบ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ก็จะจงใจวางของที่มีราคาแพงไว้อยู่ที่ระดับสายตาเด็กอีกด้วย เพื่อจะให้เด็กๆ ทำการตื้อพ่อแม่ให้ซื้อให้ (ช่างแยบยลจริงๆ)

9) บัตรสมาชิก:

Big_card

การให้มีระบบบัตรสมาชิกนั้นเป็นการสร้างความจงรักภักดีของผู้ซื้อต่อซุปเปอร์มาร์เก็ต เนื่องจากถ้าผู้ซื้อมีบัตรสมาชิกของซุปเปอร์มาร์เก็ตใดก็มักจะเลือกซื้อจากซุปเปอร์มาร์เก็ตนั้นเพราะได้ประโยชน์จากการลด หรือ สะสมแต้ม แต่ในความเป็นจริงแล้วแทบทุกซุปเปอร์มาร์เก็ตก็มีระบบนี้ และ ประโยชน์ต่างๆ ที่คลายๆ กันเช่นกัน ดังนั้นจริงๆ แล้วซื้อที่ไหนก็ไม่ค้อยต่าง

10) การขายของจำนวนเหมา:

nutella

ถ้าเพื่อนๆ คิดว่าการที่เราซื้อของในจำนวนเหมาแล้วจะเป็นการประหยัดเราอาจคิดผิดก็ได้ เนื่องจากเวลาเราซื้อของมากมากๆ เราก็มักจะใช้มากกว่าปกติ รวมทั้งถ้าเป็นของที่เก็บไม่ได้นานเราก็ต้องรีบใช้ให้หมดอีกด้วย ดังนั้นเมื่อเราใช้ของ/ทานของที่ซื้อมาหมดเราก็ต้องไปซื้ออีก ซึ่งโดยรวมแล้วแปลว่าซุปเปอร์มาร์เก็ตขายของให้กับเราได้ทั้ง มากขึ้น และ บ่อยขึ้นด้วยนั้นเอง

11) การวางของที่จำเป็นไว้ที่ลึกๆ:

rice

ถ้าเราลองสังเกตการวางของในซุปเปอร์มาร์เก็ตเราจะเห็นได้ว่าซุปเปอร์มาร์เก็ตนั้นชอบนำของที่คนเราจำเป็นต้องซื้อใช้อยู่ประจำเช่น ผงซักฟอก กระดาษชำระ นม หรือ ข้าวสาร ไว้ที่ที่ลึกสุด หรือ อยู่กลางๆ ของซุปเปอร์มาร์เก็ต แต่ไม่วางไว้ข้างหน้าเลย กลจิตวิทยานี้ก็มีหลักการคลายๆ กับการเปลี่ยนที่วางของอยู่ตลอดเวลา และ การที่ทางเข้า/ทางออกอยู่ด้านเดียวกัน ตรงที่เป็นการทำให้ผู้ที่เข้ามาซื้อของต้องเดินเข้าไปลึก อยู่ในซุปเปอร์มาร์เก็ตให้นานขึ้น และ เห็นของอื่นๆ ที่ขายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

12) การใช้เลข 9:

199

การวิจัยทางจิตวิทยาพบว่าการใช้เลข 9 หรือ 99 ในราคาทำให้คนรู้สึกว่าของถูก และ จะกระตุ้นให้มีการซื้อมากขึ้น ซึ่งเราอาจเห็นได้บ่อยในการลดราคาของเช่น 199 บาท หรือ 99 บาท หรือ 9 บาท แทนที่จะเป็น 200 บาท 100 บาท หรือ 10 บาท เหตุผลทางทฤษฎีนี้มาจากการที่คนอ่านจากซ้ายไปขวา เราเลยมักจะโยงตัวเลขแรกว่าเป็นราคาของของที่เห็น ตัวอย่างเช่นของ 199 จะมีความรู้สึกคลายๆ กับของ 100 บาท แต่จริงๆ แล้วถูกลงจาก 200 บาทพียงแค่บาทเดียว

13) การใช้เพลง:

music

ซุปเปอร์มาร์เก็ตจะจงใจเลือกเพลงที่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย และ อารมณ์ดี เพื่อเราจะได้ไม่ต้องรีบมากในการซื้อของ และ อยู่ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตนานๆ

14) ขนาดรถเข็น:

รถเข็น

เพื่อนๆอาจไม่รู้สึกเลยว่าขนาดรถเข็นที่ใช้ในซุปเปอร์มาร์เก็ตนั้นมีขนาดที่ให้ขึ้นมากกว่าแต่ก่อนมาก (ใหญ่ขึ้นประมาณเท่าหนึ่ง ลองดูในรูป) ซึ่งงานวิจัยพบว่าการที่ทำให้ขนาดรถเข็นใหญ่ขึ้นเท่าหนึ่งนั้นสามารถทำให้คนซื้อของได้มากขึ้นถึง 40%

15) การให้ชิมอาหาร และ เครื่องดื่ม:

ลองอาหาร

การที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตชอบมีการให้เราชิมอาหาร และ เครื่องดื่มคือกลจิตวิทยาที่ทำให้เรารู้สึกเป็น “หนี้บุญคุณ” กับการได้ทานฟรี ซึ่งอาจทำให้เราต้องยอมซื้ออาหาร หรือ เครื่องดื่มนั้นเพราะความรู้สึกว่าต้องตอบแทนหนี้บุญคุณในการทานฟรี

16) ที่ขายเนื้อ และ ปลา มักจะเป็นสีขาว:

ที่ขายเนื้อ

เนื้อ และ ปลา มักถูกขายในที่ที่ฉากหลังเป็นสีขาวเพราะว่าสีของเนื้อ และ ปลาจะได้ดูสดกว่าความเป็นจริงในความรู้สึกของเรา

17) การวางอาหารบางอย่างให้ดูเหมือนคู่กัน:

คู่อาหาร

ซุปเปอร์มาร์เก็ตมักว่างของอาหารบางอย่างข้างๆ กันให้ดูเหมือนมีไว้ทานคู่กัน โดยบางทีอาหารอย่างหนึ่งอาจไม่ได้อยู่ที่ชั้นที่ควรอยู่ใกล้กันเลยก็ตามเช่น ซอสจิ้ม กับ มันฝรั่งทอด หรือ ปาเก็ตตี้ กับ ซอสราด ซึ่งในความเป็นจริงแล้วของบ้างอย่างไม่ต้องทานคู่กันก็ได้ หรือ ถ้าต้องทานคู่กันเราสามารถทำเอง หรือ อาจมียี่ห้ออื่นที่ถูกกว่าก็ได้ แต่ซุปเปอร์มาร์เก็ตต้องการสร้างความเกี่ยวโยงในความรู้สึกของเราเพื่อให้เราซื้อมากขึ้นนั้นเอง

18) การใช้กล่องใส่ของ

ผลไม้ในกล่อง

ซุปเปอร์มาร์เก็ตจะชอบนำเอาผัก และ ผลไม้มาใส่กล่องกระดาษ หรือ ใส่กล่องไม้ เพื่อทำให้ดูเหมือนว่าผัก และ ผลไม้ที่เห็นนั้นเพิ่งถูกส่งมาสดๆ ร้อนๆ ซึ่งจะทำให้เรารู้สึกว่าผัก และ ผลไม้ที่เห็นนั้นเป็นของใหม่ และ สด โดยในความเป็นจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้นก็ได้

You may also like...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *