สิ่งที่แม่ทำได้เพียงเท่านี้!!? ยอมเลี้ยงเด็กผู้หญิง 800 คนเพื่อเยียวยาจิตใจ

  • H-19

ส่ิงที่ทำให้แม่เจ็บปวดใจมากที่สุดคือการสูญเสียลูกอันเป็นที่รัก เพราะลูกคือแก้วตาดวงใจของแม่ ที่ไม่ว่าใครหรืออะไรก็ไม่สามารถมาทดแทน

แต่สำหรับ Dr. Sarojini Agarwal การเสียลูกสาวด้วยอุบัติเหตุบนท้องถนนเมื่อ 40 ปี แล้ว กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เธอช่วยเหลือเด็กหญิงคนอื่น ๆ ที่ถูกทอดทิ้ง

ตั้งแต่ช่วงปี 1980 หญิงวัย 80 ปี ได้พาเด็กหญิงประมาณ 800 คนมาอยู่ด้วย เธอให้การดูแลพวกเขา และทำให้ทุกคนได้รับการศึกษาที่ดี เพื่อที่จะโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มั่นใจและช่วยเหลือตัวเองได้

 

 

เมื่อ 40 ปีก่อน ในขณะที่ Sarojini ขับมอเตอร์ไซค์บนถนนใกล้บ้านใน Lucknow ประเทศอินเดีย โดยมี Manisha ลูกสาววัย 8 ขวบนั่งซ้อนท้าย แต่แล้วก็อุบัติเหตุเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว

อุบัติเหตุครั้งนั้นส่งผลให้ผู้เป็นแม่รอดชีวิต แต่ลูกสาวที่มีค่าที่สุดในชีวิตของเธอกลับเสียชีวิตในวันนั้น…

Sarojini จมอยู่กับความเสียใจจากการสูญเสียนานหลายปี เธอเฝ้าถามตัวเองเสมอว่า “ทำไมต้องเป็นลูกที่ตาย?” จนกระทั่งวันหนึ่ง เธอตระหนักได้ว่ามีเด็กหญิงอีกมากมายที่ต้องการความรักจากแม่

ด้วยเหตุนี้เธอจึงตัดสินใจที่จะช่วยเหลือเด็กๆ ที่ขาดแม่เหล่านั้นอย่างดีที่สุด เพื่อเป็นการระลึกถึงลูกน้อย Manisha ที่จากไป

 

 

Sarojini บอกว่า “เมื่อ Manisha จากไป ฉันเฝ้าถามตัวเองด้วยความโมโหว่าทำไมต้องเป็นเธอที่จากไป ฉันเอาแต่ร้องไห้ แต่แล้ววันหนึ่งฉันก็คิดขึ้นได้ว่า การทำแบบนี้ไม่ได้ทำให้ลูกสาวกลับมาได้หรอก”

เธอบอกอีกว่า “มีเด็กหญิงอีกหลายคนที่โชคร้าย เพราะพวกเขาไม่มีใคร” 

ดังนั้น Sarojini จึงตัดสินใจนำเงินเก็บทั้งหมดที่มี มาสร้างเป็นบ้านพักสำหรับเด็กๆ ที่ถูกทอดทิ้ง จนในที่สุดบ้าน Manisha Mandir ของเธอก็เปิดตัวในปี 1985

เด็กหญิงคนแรกที่ Sarojini กับสามีรับมาดูแลคือ V C Agarwal เธอเป็นเด็กหูหนวกและเป็นไบ้ แม่ของเธอเสียชีวิตตอนคลอดเธอออกมา และเด็กหญิงก็ไม่มีใครเลย

 

 

ต่อมา มีเด็กหญิงอีกสองคนเข้ามาอยู่ ซึ่งแม่ของพวกเขาเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุเหมือนกัน หลังจากนั้นก็มีเด็กหญิงเข้ามาอยู่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เด็กหญิงบางคนถูกทิ้งด้วยเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น บางคน Agarwal ไปเจอโดยบังเอิญบนถนน ในขณะที่อีกหลายคนถูกช่วยเหลือออกมาจากซ่อง

ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อมาถึงจุดจุดหนึ่ง Sarojini ถึงกับแขวนเปลไว้ที่หน้าประตูบ้าน เพื่อให้พ่อแม่ที่ไม่พร้อมนำลูกแรกเกิดของพวกเขามาไว้ที่นั่น ดีกว่าให้ปล่อยเด็กๆ ใช้ชีวิตอยู่ข้างถนน

 

 

เธอบอกว่า “ฉันเคยช่วยเด็กที่อายุแค่ 2 วัน หลังจากที่เกิดมาพวกเขาต้องการความรักจากแม่ แต่เมื่อแม่ผู้ให้กำเนิดไม่พร้อม ฉันก็พร้อมที่จะเป็นแม่ให้พวกเขา”

“เมื่อฉันตัดสินใจพาเด็กเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดแล้ว ความปรารถนาของฉันคือ อยากให้พวกเขาอยู่อย่างสบาย และมีชีวิตที่ดี” Sarojini กล่าว

แต่ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะราบรื่นเสมอไป ในช่วงแรกๆ เธอเจอกับปัญหาหลายอย่างในการรับเด็กมาเลี้ยง แต่ก็ไม่หมดหวัง เธอยังคงทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือพวกเขาให้สุดความสามารถ

 

 

นอกจากดูแลและให้ความรักกับเด็กๆ ทุกคนเท่าที่จำเป็นแล้ว Dr. Sarojini Agarwal ยังพยายามให้พวกเขาได้รับการศึกษาอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เธอเปลี่ยนแปลงบ้านไปหลายครั้งมาก และล่าสุดบ้าน Manisha Mandir มีทั้งห้องสมุด ห้องคอมพิวเตอร์ ห้องฝึกอบรมงานฝีมือ รวมทั้งโซนพักผ่อน สนามเด็กเล่น สนามบาสเกตบอล สนามแบดมินตัน และห้องดูทีวี

เมื่อเด็กโตพอ พวกเขาจะได้เข้าเรียนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในอินเดีย เนื่องจาก Dr. Agarwal เชื่อมั่นว่า การศึกษาที่ดีจะเป็นกุญแจสำคัญในการประสบความสำเร็จในชีวิตได้

 

 

ที่ผ่านมามีเด็กหลายคนที่จบออกไปแล้วได้เป็นผู้จัดการธนาคาร เป็นครู ผู้บริหาร และแต่งงานไปมีครอบครัวที่ดี Sarojini บอกว่า “การศึกษาที่ดีจะทำให้ผู้หญิงเป็นอิสระ และเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้พวกเขามั่นใจในตัวเอง”

นับตั้งแต่ Dr. Agarwal ได้ก่อตั้ง Manisha Mandir ในปี 1985 เธอได้ช่วยเหลือเด็กหญิงประมาณ 800 คน และหลายคนที่ประสบความสำเร็จแล้ว ก็ไม่ลืมที่จะให้การช่วยเหลือเด็กหญิงคนอื่นๆ ด้วยเหมือนกัน เพื่อเป็นการส่งต่อโอกาส

 

 

แม้ว่าตอนนี้เธอจะอายุ 80 แล้ว แต่ Sarojini ก็ยังทำงานช่วยเหลือเด็กๆ ที่ถูกทอดทิ้งอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ส่วนที่ยากที่สุดคือการดูแลทารกแรกเกิด ซึ่งเธอเองก็ไม่แน่ใจว่าจะทำได้อีกนานเท่าไหร่ แต่ยืนยันว่าจะดูแลจนกว่าวันที่ร่างกายไม่สามารถทำได้แล้วจริงๆ

 

 

ในขณะที่ดูแลเด็กกำพร้านับร้อยชีวิต ทำให้เธอนึกถึงลูกสาวที่จากไปว่า นี่อาจเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่รับลูกสาวไป เพื่อให้เธอทำงานดูแลเด็กคนอื่นอีกจำนวนมาก

เธอบอกว่า “ฉันต้องขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ให้โอกาสฉันได้ดูแลเด็กๆ ที่ถูกทิ้งทอดทิ้ง และทำให้รู้ว่าการจากไปของลูกสาวไม่ได้สูญเปล่าเลย”

 

ที่มา odditycentral

You may also like...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *