เปิดประวัติเรื่องราว “ชุดไทยพระราชนิยม” (ภาพ+รายละเอียด)

  • H-26

สตรีไทยได้มีแบบอย่างการแต่งกายชุดประจำชาติขึ้น โดยพระมหากรุณาในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 พระองค์ทรงมีพระราชวิริยะ อุตสาหะ ศึกษาพิจารณาถึงแบบแผนการแต่งกายซึ่งปรากฏในบรรพสมัยนับแต่ก่อนสมัยสุโขทัย จนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ และทรงอาศัยเค้าแบบเหล่านั้น กำหนดเป็นพระราชนิยมจัดแบบแต่งกายของสตรีไทยเป็นชุดประจำชาติของสตรีนับตั้งแต่พุทธศักราช 2503 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน ชุดเหล่านี้ภายหลังเรียกว่า “ ชุดไทยพระราชนิยม

ความหมายของชุดไทยพระราชนิยม

ชุดไทยพระราชนิยม ตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า Thai Costume หมายถึง ชุดเครื่องแต่งกายประจำชาติไทย ซึ่งแสดงถึงวัฒนธรรม ประเพณี เชื้อชาติ เอกลักษณ์ความเป็นคนไทยไว้อย่างชัดเจน เค้าโครงของแบบชุดได้จากเครื่องแบบของสตรีไทยโบราณ เช่น การนุ่งซิ่น การนุ่งจีบ การห่มผ้าแพร และมีการห่มผ้าสไบในลักษณะต่าง ๆ ชุดไทยพระราชนิยมส่วนใหญ่ยังคงเค้าโครงเดิมอยู่ สังเกตได้จากผ้าซิ่นป้าย ผ้าซิ่นจับจีบหน้านาง และการห่มผ้าสไบ แต่ได้มีการตัดเย็บ การตกแต่งให้เหมาะสมกับการแต่งกายสมัยปัจจุบัน ผ้าที่นำมาตัดเย็บชุดแบบต่าง ๆใช้ผ้าไทย คนไทยในสมัยโบราณมีชื่อเสียงมากในเรื่องการทอผ้าไหมและผ้าฝ้ายสำหรับทำเครื่องนุ่งห่มมาเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว การทอผ้าเป็นหัตถกรรมในครัวเรือน ส่วนใหญ่ทอผ้าใช้ในครอบครัว เมื่อทอผ้าได้เป็นจำนวนมากก็นำสินค้าไปจำหน่าย ผ้าที่คนไทยทอใช้เอง มีชื่อเรียกหลายสิบชนิด ผ้าที่รู้จักกันมานาน คือ ผ้าพื้น ผ้ามัดหมี่ ผ้าลายขิด ผ้าหางกระรอก และผ้ายก เป็นต้น

ประวัติของชุดไทยพระราชนิยม

เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ฯ เสด็จขึ้นครองราชย์และอภิเษกสมรสแล้ว ทรงรับคำกราบบังคมทูลเชิญให้เสด็จไปเยือนประเทศต่าง ๆ ทั้งในทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกา เพื่อเป็นการเจริญพระราชไมตรี และสร้างความสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ อันจะเป็นผลทำให้ทั่วโลกรู้จักประเทศไทยดีขึ้น

ในปลายปีพุทธศักราช 2502 ต่อต้นปีพุทธศักราช 2503 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเยี่ยมประเทศใกล้เคียงต่าง ๆ ในทวีปเอเชีย ได้แก่ เวียดนาม อินโดนีเซีย และพม่า ซึ่งมีหมายกำหนดการจะต้องเสด็จพระราชดำเนินสักการะพุทธสถานต่าง ๆ เช่น พระสถูปบูโรพุทโธ และพระเจดีย์ชเวดากอง เป็นต้น ฉลองพระองค์ในระยะแรก ๆ นี้ ยังมิได้มีแบบเครื่องแต่งกายประจำชาติแน่นอน แต่พระราชอัธยาศัยและพระราชนิยมของพระองค์ เป็นที่ประจักษ์โดยทั่วไปว่าทรงมีพระราชนิยมเรื่องการใช้ผ้าไทยมาตั้งแต่ยังทรงเป็น ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร พระองค์ทรงใช้ผ้าไทย เช่น ผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าไหมโคราช และผ้าไหมเชียงใหม่ ทั้งชนิดผ้าพื้น และชนิดผ้าพิมพ์ เป็นต้น

ภาพที่ 1.1 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ทรงนุ่งพระภูษาจีบ ฉลองพระองค์แบบไทย ในระยะที่ยังไม่มีชุดประจำชาติที่แน่นอน

ที่มา : อเนก นาวิกมูล. 2547 : 205

ภาพที่ 1.2 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ในชุดประยุกต์แบบแรก ๆ มีลักษณะเป็นฉลองพระองค์ แขนสั้น ผ่าหน้า คอตั้ง พระภูษาป้ายมีเชิง

ที่มา : จักรกฤษณ์ ดวงพัตรา และวิไลวรรณ สมโสภณ. 2541 : 8

ภาพที่ 1.3 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ขณะเสด็จพระราชดำเนินไปนมัสการเจดีย์ชเวดากอง ประเทศพม่า มีนาคม 2503

ที่มา : จักรกฤษ์ ดวงพัตรา และวิไลวรรณ สมโสภณ. 2541 : 3

 

ภาพที่ 1.4 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ขณะเสด็จพระราชดำเนินไปสักการะพระสถูปบูโรพุทโธ ประเทศอินโดนีเซีย กุมภาพันธ์ 2503

ที่มา : จักรกฤษณ์ ดวงพัตรา และวิไลวรรณ สมโสภณ. 2541 : 3

ต่อมาในปีพุทธศักราช 2503 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเยี่ยมประเทศต่าง ๆ ในทวีปยุโรป และอเมริกา เป็นเวลาหลายเดือนในหลายฤดูกาล แต่คนไทยยังไม่มีชุดประจำชาติซึ่งจะบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของชาติไทย อย่างเช่นประเทศอื่น ๆ ในแถบเอเชีย เช่น ชุดกิโมโนเป็นชุดของชาวญี่ปุ่น ชุดส่าหรีของชาวอินเดีย อันเป็นปฐมเหตุถึงความจำเป็น ที่จะต้องมีเครื่องแต่งกายประจำชาติของสุภาพสตรีไทย สำหรับใช้เป็นฉลองพระองค์เองและเป็นเครื่องแต่งกายของข้าราชบริพารฝ่ายใน

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงทรงสอบค้นข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะเครื่องแต่งกายโดยทรงศึกษาจากเครื่องแต่งกายก่อนสมัยสุโขทัย จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ และจากพระบรมฉายาลักษณ์และฉายาลักษณ์อดีตสมเด็จพระบรมวงศ์ฝ่ายในหลาย ๆ พระองค์ ย้อนไปตั้งแต่ครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นต้นมา พร้อมกันนั้น ได้ทรงมีพระราชวินิจฉัยถึงความเหมาะควรต่าง ๆ ในอันที่จะทรงเลือกนำมาใช้เป็นแบบอย่างสำหรับฉลองพระองค์

นอกจากจะทรงศึกษาค้นคว้าด้วยพระองค์เองแล้ว ยังทรงมีพระราชเสาวนีย์โปรดเกล้าฯ ให้ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค (หม่อมหลวงมณีรัตน์ บุนนาค นางสนองพระโอษฐ์ในขณะนั้น) ประสานงานกับผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมประเพณีไทย ได้แก่ ศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธน เพื่อศึกษาคนคว้าเครื่องแต่งกายสตรีไทยสมัยต่าง ๆ และนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายให้ทอดพระเนตรอีกครั้งหนึ่ง ในการนั้น มีอาจารย์สมศรี สุกุมลนันท์ (อาจารย์ประจำแผนกวิชาผ้าและเครื่องแต่งกาย วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพในขณะนั้น) เป็นผู้ออกแบบร่างตามข้อมูลที่ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค และศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธน ได้ร่วมกันค้นคว้า

แบบชุดไทยที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงเลือกไว้นั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ คุณไพเราะ พงษ์เจริญ ตัดเย็บเป็นฉลองพระองค์ถวาย ต่อจากนั้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้คุณหญิงอุไร ลืออำรุง ช่างฉลองพระองค์ในขณะนั้นช่วยเลือกแบบ และนำมาผสมผสานกันจนเกิดชุดไทยแบบต่าง ๆ ขึ้นหลายชุด แต่ยังมิได้มีชื่อเรียกขานเฉพาะแต่อย่างใด

ภาพที่ 1.5 สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ในรัชกาลที่ 4

ทรงเครื่องกษัตริย์อย่างโบราณราชประเพณีพร้อมเครื่องราชกุธภัณฑ์ ทรงสไบ 2 ชั้น

ชั้นในสไบแพร ชั้นนอกเป็นสไบตาดทองยกดอก ห่มสไบเฉียง ทรงพระภูษาจีบผ้าตาดทองยกดอก

ที่มา : จารุพรรณ ทรัพย์ปรุง. 2543 : 80

ภาพที่ 1.6 สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 5

ในฉลองพระองค์ชุดออกงานพระราชพิธี ทรงเครื่องเต็มยศ สายสะพายมหาจักรีบรมราชวงศ์

ที่มา : เอนก นาวิกมูล. 2547 : 122

ภาพที่ 1.7 พระนางเธอลักษมีลาวัณ ในรัชกาลที่ 6 ทรงนุ่งซิ่น

ที่มา : เอนก นาวิกมูล. 2547 : 143

ภาพที่ 1.8 สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7

ฉลองพระองค์ชุดเมื่อราชาภิเษก

ที่มา : เอนก นาวิกมูล. 2547 : 161

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้ทรงเตรียมฉลองพระองค์ด้วยผ้าไหมทั้งแบบไทยและสากล ซึ่งเหมาะสมและงดงามตามสมัยนิยม ได้ทรงกำหนดชุดไทยพระราชนิยมในโอกาสต่าง ๆ ไว้หลายชุด ใช้ผ้าไหม ผ้าฝ้ายและผ้ายกทั้งสิ้น การเสด็จพระราชดำเนินไปเจริญพระราชไมตรีในครั้งนั้นได้เป็นเครื่องชูพระเกียรติให้ปรากฏในนานาอารยประเทศ ในการที่ทรงแต่งพระองค์ได้งามเลิศจนบรรดาผู้เชี่ยวชาญการออกแบบเครื่องแต่งกายสตรีทั้งหลาย ซึ่งมีชาติฝรั่งเศสและอิตาลี เป็นต้น ยกย่องพระเกียรติว่าทรงเป็นสตรีที่แต่งกายได้ยอดเยี่ยมที่สุดในรอบปี

ภาพที่ 1.9 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ

ทรงประทับให้ถ่ายพระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมกับประธานาธิบดีไอเซนเฮาว์ และภริยา

ก่อนพิธีเลี้ยงพระกระยาหารค่ำที่ทางการสหรัฐอเมริกาจัดถวาย เป็นพระเกียรติแด่

ทั้งสองพระองค์ที่ทำเนียบขาว (ไวท์เฮ้าส์) เมื่อวันอังคารที่ 28 มิถุนายน 2503

ที่มา : อเนก นาวิกมูล. 2547 : 213

นิตยสารชั้นนำของประเทศเยอรมนี ชื่อ NEUE ILLUSTRIERTE ได้อัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ในฉลองพระองค์ชุดไทยประยุกต์ไปเป็นปก เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศในยุโรป

ภาพที่ 1.10 สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ

ฉลองพระองค์ชุดไทยเป็นปกนิตยสาร NEUE ILLUSTRIERTE ประเทศเยอรมนี

ที่มา : จักรกฤษณ์ ดวงพัตรา และวิไลวรรณ สมโสภณ. 2541 : 10

หลังจากเสด็จนิวัติพระนครครั้งนั้นแล้ว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็ยังทรงฉลองพระองค์ชุดไทยแบบต่าง ๆ นับตามโอกาส จนกระทั่งในปีพุทธศักราช 2507 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งทรงมีพระราชวินิจฉัยเลือกแบบชุดไทย 8 ชุด และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯโปรดกระหม่อมให้ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค เป็นผู้คิดตั้งชื่อชุดให้เหมาะสมกับแบบชุดนั้น ๆ ได้นำชื่อพระตำหนักและพระที่นั่งต่าง ๆ มาใช้เป็นชื่อชุดไทยต่าง ๆ ทั้ง 8 ชุด โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของแบบ ตลอดจนโอกาสในการเลือกใช้ชุด สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นผู้นำในการแต่งกายชุดไทยพระราชนิยมในโอกาสต่าง ๆ เสมอ ประชาชนต่างตามเสด็จใช้ชุดไทยแบบต่าง ๆ กัน

แพร่หลายขึ้น และนิยมเรียกชุดไทยแบบต่าง ๆ ว่า “ชุดไทยพระราชนิยม

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2547 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทูลเกล้า ฯ ถวายปริญญาศิลปกรรมศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาศิลปะการออกแบบพัตราภรณ์ แด่สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาประจำปี 2546 ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยพระองค์ทรงปรีชาสามารถในสรรพวิทยาการหลายสาขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างสรรค์งานศิลปวัฒนธรรม ทรงเน้นคุณค่าและสร้างสรรค์งานศิลปวัฒนธรรมและศิลปหัตถกรรมมานานกว่า 30 ปี โดยมีพระราชประสงค์เพื่อช่วยกระจายรายได้ไปสู่ราษฎรอย่างทั่วถึง ช่วยให้คนชนบทสามารถพึ่งตนเองได้ ทรงมีพระอัจฉริภาพและพระปรีชาชาญด้านอนุรักษ์ฟื้นฟู และส่งเสริมการทอผ้าประเภทต่าง ๆ ตลอดจนการออกแบบเครื่องแต่งกายชุดไทยให้เป็นไปตามประเพณีที่ดีงาม พระองค์ฉลองพระองค์ชุดไทยพระราชนิยมเป็นแบบอย่างและเผยแพร่ในประเทศและในโอกาสที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ จนผ้าไทยและชุดไทยพระราชนิยมเป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย และได้รับการชื่นชมทั่วไป กล่าวได้ว่า พระองค์ทรงมีส่วนอย่างสำคัญในการช่วยธำรง และเชิดชูเอกลักษณ์ความเป็นไทย ให้ธำรงอยู่จวบจนปัจจุบัน

You may also like...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *