สาระน่ารู้

5 โรคง่าย ทำอ่อนเพลียเรื้อรัง

หนุ่มสาววัยทํางานมีอาการ อ่อนเพลียเรื้อรัง กันมากขึ้น หลายคนลองปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตตามแนวทางชีวจิตแล้ว แต่อาการเดิมๆ ยังคงอยู่ ฉะนั้นลองเช็กสาเหตุที่คุณอาจคิดไม่ถึงดังต่อไปนี้ดูค่ะ

โรคไทรอยด์
อาจเป็นโรคไทรอยด์ได้ทั้งแบบไฮเปอร์ไทรอยด์ และไฮโปไทรอยด์ เพราะล้วนแต่ทําให้มีอาการอ่อนเพลียทั้งสิ้น

โรคเบาหวาน
การป่วยเป็นโรคเบาหวานมักทําให้อ่อนเพลียเรื้อรัง ฉะนั้นหากคุณรู้สึกเฉื่อยชา เซื่องซึม ไม่มีชีวิตชีวา บวกกับมีอาการตาพร่ามัว และปัสสาวะบ่อย ควรไปตรวจหาโรคเบาหวาน

โรคหัวใจ
หากปัจจุบันออกกําลังกายแล้วเหนื่อยง่ายกว่าแต่ก่อน นั่นอาจบ่งบอกว่าโรคหัวใจกําลังถามหา เพราะอาการอ่อนเพลียเป็นสัญญาณของโรคหัวใจ โดยเฉพาะในผู้หญิง

โรคโลหิตจาง
โรคนี้มักมีอาการอ่อนเพลียเป็นหลัก จึงควรหาโอกาสไปตรวจเลือดเพื่อเช็กโรคนี้ให้แน่ใจ

โรคซึมเศร้า
ถ้ารู้สึกหมดแรงใจ หดหู่ ไม่รู้สึกสนุกกับกิจกรรมที่เคยชอบทําแล้ว เลยไปถึงอาการเบื่ออาหาร แน่นอนว่า อาการอ่อนเพลียจะตามมา จึงต้องเร่งฟื้นฟูความสุขให้กลับมาด่วน
ความจริงยาดีที่สุดสําหรับเยียวยาอาการอ่อนเพลีย คือ การกิน นอน พักผ่อน ออกกําลังกาย และทํางานให้สมดุลตามหลักชีวจิต

8 ผักพื้นบ้าน ต้านโรคมะเร็ง

ผักพื้นบ้าน เป็นผักประจำท้องถิ่นที่ได้จากแหล่งธรรมชาติซึ่งชาวบ้านนิยมนำมาบริโภคและนำมาประกอบอาหารพื้นเมืองตามแต่ละท้องถิ่น ซึ่งแน่นอนว่าผักแต่ละชนิดนั้นมีสรรพคุณที่ดีต่อร่างกายมากมาย และผักพื้นบ้านที่นำมาเป็นตัวอย่างให้ดูนี้ก็ล้วนแล้วแต่อุดมไปด้วยประโยชน์ แถมยังสามารถป้องกัน ยับยั้งและต่อต้านโรคร้ายอย่างโรคมะเร็งได้ด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้นดูแลการกินแล้วอย่าลืมออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอควบคู่กันไปด้วยเพื่อผลลัพธ์ที่ดีและยาวนานของตัวคุณเอง

8 ผักพื้นบ้าน เสริมภูมิคุ้มกัน ต้านโรคมะเร็ง
1. ผักแพว ผักพื้นบ้านที่เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมากแถมยังมีสรรพคุณป้องกันและต่อต้านมะเร็ง อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลากหลาย อาทิ วิตามินเอ, วิตามินบี, วิตามินซี, แคลเซียม, ธาตุเหล็ก, ฟอสฟลอรัส, คาร์โบไฮเดรต, โปรตีน ฯลฯ นิยมนำมากินกับลาบ น้ำตก น้ำพริก ใส่ในสลัด ปอเปี๊ยะสด รวมไปถึงนำมากับดับกลิ่น

2. ผักเหลียง ผักเหลียงจัดได้ว่าเป็นราชินีของผักพื้นบ้านที่อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีนจำนวนมาก ซึ่งผักเหลียงเป็นผักพื้นบ้านของภาคใต้ นอกจากนี้แล้วผักชนิดนี้ยังพบทางภาคตะวันตกอีกด้วย แถมยังมีคุณประโยชน์มากมายไม่ว่าจะช่วยบำรุงสายตา บำรุงผิวพรรณ แถมยังป้องกันและต่อต้านมะเร็งอีกด้วย

3. ขี้เหล็ก ผักพื้นบ้านของภาคใต้อีกหนึ่งชนิดที่มีประโยชน์ไม่แพ้กัน ซึ่งดอกขี้เหล็กมีสรรพคุณช่วยยับยั้งและชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง ซึ่งในส่วนของดอกนั้นนำมาใช้ทำเป็นแกงขี้เหล็กได้ และในส่วนของแก่นขี้เหล็กยังช่วยรักษามะเร็งต่างๆ เช่น มะเร็งปอด, มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งลำไส้ ได้อีกด้วย

4. สะเดา ผักพื้นบ้านรสชาติขมนิยมนำมารับประทานกับปลาดุกย่างและน้ำปลาหวาน ซึ่งสะเดามีประโยชน์ค่อนข้างมากไม่ว่าจะบำรุงร่างกาย บำรุงธาตุในร่างกาย ช่วยถอนพิษไข้ ขับเสมหะ แก้อาการท้องผูก ขับลม ที่สำคัญช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดเนื้องอกและมะเร็งเนื่องจากในเปลือก ใบ และผลของสะเดา มีสารลิโมนอยด์ (Limonoids) และโพลีแซคคาไรด์ (Polysaccharides)

5. เหงือกปลาหมอ ผักพื้นบ้านที่จัดว่าเป็นยาอายุวัฒนะทำให้อายุยืน อีกทั้งยังช่วยยับยั้งและต่อต้านมะเร็งได้

6. ผักชีลาว เป็นผักพื้นบ้านอีกหนึ่งชนิดที่มีประโยชน์และมีสรรพคุณที่ดีต่อร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นช่วยแก้อาการท้องผูก, ขับลม, แก้วิงเวียนศีรษะ, ต้านอนุมูลอิสระ รวมไปถึงเสริมภูมิต้านทานโรคให้กับร่างกาย และที่สำคัญเลยก็คือสามารถช่วยยับยั้งและชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย

7. ผักติ้ว ผักที่นิยมรับประทานในภาคอีสานเป็นผักที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ อีกทั้งยังมีงานวิจัยของนิสิตโครงการปริญญาเอก กาญจนาภิเษก (คปก.) คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในงานวิจัยส่วนหนึ่งระบุไว้ว่า “ผักติ้ว” มีฤทธิ์ต้านมะเร็งตับได้และไม่ทำลายเซลล์ปกติด้วย (แต่งานวิจัยยังไม่เสร็จสิ้นพอที่จะนำเอาไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์)

8. ผักแขยง ผักแขยงหรือผักกะแยงพบมากในภาคอีสานสามารถนำมาจิ้มกินกับน้ำพริก ลาบ ก้อย หรือแกงได้หลากหลาย ซึ่งผักแขยงมีสารต้านอนุมูลอิสระที่สูงมากจึงมีส่วนช่วยในการต้านมะเร็งได้
อย่างไรก็ตามการรับประทานผักแต่ละชนิคควรล้างให้สะอาด เพื่อสุขภาพที่ดีปลอดภัยจากสารพิษนะคะ

โรคเบาหวานคืออะไร
อาหารที่รับประทานเข้าไปส่วนใหญ่จะเปลี่ยนจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดเพื่อใช้เป็นพลังงาน การเจาะเลือดเซลล์ในตับอ่อนชื่อเบต้าเซลล์เป็นตัวสร้างอินซูลิน อินซูลินเป็นตัวนำน้ำตาลกลูโคสเข้าเซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงาน โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เกิดเนื่องจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือประสิทธิภาพของอินซูลินลดลงเนื่องจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอยู่เป็นเวลานานจะเกิดโรคแทรกซ้อนต่ออวัยวะต่างๆ เช่น ตา ไต และระบบประสาท

 

ความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวาน
หิวน้ำอาการของโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานชนิดที่สองจะมีอาการเป็นอย่างช้าๆโดยที่ผู้ป่วยอาจจะไม่ได้สังเกตุ อาการที่พบได้บ่อยคือ น้ำหนักลด หิวเก่งรับประทานอาหารเก่ง ดื่มน้ำเก่ง ปัสสาวะบ่อยทั้งกลางวันและกลางคืน
ส่วนโรคเบาหวานชนิดที่1 อาการค่อนข้างจะเฉียบพลันอาการทำนำผู้ป่วยมาพบแพทย์ได้แก่ ปัสสาวะบ่อย หิวบ่อย น้ำหนักลด และบางท่านอาจจะมาด้วยโรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน เช่นภาวะเลือดเป็นกรด
ผู้ป่วยโรคเบาหวานหลายคนมาโรงพยาบาลด้วยเรื่องโรคแทรกซ้อนโดยที่ไม่มีอาการเบาหวานมาก่อน โรคแทรกซ้อนที่นำผู้ป่วยมาได้แก่
แผลที่เท้า
โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
สมองขาดเลือด
โรคไตเสื่อม

การรักษาโรคเบาหวาน
ไขมันการดูแลโรคร่วม
ผู้ป่วยโรคเบาหวานเป็นโรคทางmetabolic ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักจะมีหลายโรคที่มักจะพบร่วมกันได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง การดูแลผู้ป่วยเบาที่มีโรคดังกล่าวร่วมด้วยจะมีความแตกต่าง ในเรื่องการเลือกยาที่ใช้รักษา และค่าเป้าหมายที่ต้องการ ผู้ป่วยเบาหวานจะต้องมีเป้าหมายค่าความดันโลหิตต่ำกว่าคนทั่วไป และค่าไขมันก็ต่ำกว่าคนทั่วไป

อาการของโรคไต    

ในที่นี้จะหมายถึงอาการของโรคไตวายเรื้อรัง โรคไตชนิดอื่นเช่นโรคนิ่วผู้ป่วยก็จะมีอาการเฉียบพลัน ปวดเอวปัสสาวะเป็นเลือด ส่วนผู้ป่วยที่มีทางเดินปัสสาวะอักเสบก็จะมีอาการไข้ปัสสาวะขัดหรือขุ่นอาการของโรคไตในที่นี้จะหมายถึงอาการของโรคไตวายเรื้อรัง โรคไตชนิดอื่นเช่นโรคนิ่วผู้ป่วยก็จะมีอาการเฉียบพลัน ปวดเอวปัสสาวะเป็นเลือด ส่วนผู้ป่วยที่มีทางเดินปัสสาวะอักเสบก็จะมีอาการไข้ปัสสาวะขัดหรือขุ่นเท้าบวมเนฟโฟติกหนังตาบวมแต่ผู้ที่เป็นโรคไตวายเรื้อรังส่วนใหญ่ในระยะเริ่มต้นมักจะไม่มีอาการอะไร เมื่อมีอาการของโรคไต การทำงานของไตก็เสื่อมลงไปมากแล้ว

อาการเตือนว่าจะเป็นโรคไต ได้แก่ปวดแสบปวดร้อนเวลาปัสสาวะ ที่เกิดจากทางเดินปัสสาวะอักเสบซึ่งมักจะพบในเพศหญิง แต่หากพบในเพศชายจะต้องตรวจหาสาเหตุ เช่นนิ่วในไตหรือปัสสาวะลำบาก ต้องเบ่งแรง ปัสสาวะไม่พุ่ง หรือปัสสาวะสะดุดกลางคัน ซึ่งบ่งบอกว่ามีอารอุดตันทางเดินปัสสาวะ เช่นต่อมลูกหมากโต มดลูกหย่อนปัสสาวะบ่อยจนผิดปกติโดยเฉพาะเวลากลางคืน คนปกติเมื่อนอนประมาณ6-8 ชั่วโมงจะไม่ต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะ หรืออาจจะลุกขึ้นมา 1-2 ครั้ง เนื่องจากไตคนปกติจะดูดซึมน้ำกลับมากขึ้น ผู้ที่เป็นโรคไตเรื้อรังไตจะดูดน้ำกลับไม่ดีจึงมีอาการปัสสาวะบ่อยปัสสาวะเป็นสีน้ำล้างเนื้อ มีเลือดหรือขุ่นกว่าปกติ ซึ่งบ่งบอกว่ามีเลือดปน หรือมีการติดเชื้อปัสสาวะผิดปกติเช่น เป็นฟอง เนื่องจากมีโปรตีนในปัสสาวะหนังตา มือ หรือเท้าบวม อาการบวมที่หนังตาหรือหน้าจะสังเกตได้ง่ายเวลาตื่นนอนตอนเช้าเหนื่อยง่าย หอบเวลาเดินเนื่องจากมีปริมาณน้ำเกินอ่อนเพลียเหนื่อยง่ายเนื่องมาจากภาวะโลหิตจางเจ็บหน้าอกเนื่องจากเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบเลือดออกง่ายกระดูกหักง่าย เนื่องจากแคลเซี่ยมในเลือดต่ำคลื่นไส้ อาเจียนคันตามผิวหังเจ็บเอว ปวดหลังความดันโลหิตสูงความต้องการทางเพศลดลง

อาการที่เป็นไตเสื่อมหรือไตวาย เมื่อไตเริ่มวายผู้ป่วยอาจจะไม่มีอาการ แต่เมื่อไตเริ่มเสื่อมมากขึ้น ผู้ป่วยจะปัสสาวะตอนกลางคืนบ่อยขึ้น เนื่องจากไตไม่สามารถดูดซึมน้ำกลับ นอกจากปัสสาวะตอนกลางคืนแล้ว ผู้ป่วยยังมีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ความจำไม่ดี นอกจากนี้ยังมีอาการตามระบบต่างๆดังนี้ปผัสสาวะสีแดงระบบประสาทและกล้ามเนื้อ[ neuromuscular] จะมีการกระตุกของกล้ามเนื้อปลายเท้า ปลายมือชาเนื่องจากปลายประสาทอักเสบ  [peripheral neuropathy ]เป็นตะคริว และชักระบบทางเดินอาหาร[gastrointestinal] เบื่ออาหารคลื่นไส้ อาเจียน ปากอักเสบเป็นอาการที่พบทุกราย ถ้าไตวายมากขึ้น บางรายมีเลือดออกทางเดินอาหารระบบหัวใจและหลอดเลือด[ cardiovascular ] ถ้าไตวายมากมีการคั่งของเกลือ และน้ำจะทำให้เกิดความดันโลหิตสูง มีอาการบวมเนื่องจากหัวใจวาย บางรายมีอาการมีอาการเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ [ pericarditis ]ผิวหนัง มีอาการคัน ผิวจะมีสีเหลือง-น้ำตาลอ่านต่อเรื่องเมื่อไรที่ต้องไปพบแพทย์โรคไตวายเรื้อรัง

สาเหตุโรคไต การรักษาโรคไต  การรักษาความดัน การรักษาเบาหวานและไขมัน การรักษาภาวะแคลเซี่ยมต่ำ การรักษาภาวะโลหิตจาง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด การรักษาโปรตีนในปัสสาวะ ความเสี่ยงการเกิดโรคไต การตรวจวินิจฉัยโรคไต ความรุนแรงโรคไต สาเหตุโรคไต อาการโรคไต โรคไตสาเหตุโรคไต ความเสี่ยงในการเกิดโรคไต